วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

เคล็ดลับการเรียนภาษาอังกฤษให้ เก่ง


เคล็ดลับ การ เรียนภาษาอังกฤษ ให้ เก่ง

 
ลองอ่านดูนะ แล้วช่วยเพิ่มเติมวิธีการเรียนภาษาอังกฤษกันมา เพื่อคนไทยได้เก่งอังกฤษกัน

การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เราจะต้องมี Passion หรือ ความรู้สึกที่ดีกับสิ่งนี้ หากคุณไม่ทราบว่าอะไรคือ Passion หรือ ความรู้สึกที่ดี คืออะไร ลองย้อนกลับไปมองสิ่งต่างๆ ที่คุณเคยอยากได้ อยากมีสิครับ ยกตัวอย่างเช่น คุณอยากได้เสื้อผ้าดีๆ สวยๆ กระเป๋ายี่ห้อดังๆ หรือ แม้แต่ตอนที่คุณจีบแฟนคุณ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะคุณมี Passion ซึ่งทำให้คุณทุ่มเทพละกำลัง ความตั้งใจ ความพยายามให้ได้มันมา เพราะรู้ว่า มันมีค่ากับคุณแน่นอน

ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน สิ่งแรกที่คุณต้องมีคือ Passion หรือ ความรู้สึกที่ดีต่อภาษาอังกฤษ ซึ่งเราต้องคิดต่อว่า แล้วเราจำเป็นต้องรู้ หรือ มีภาษาอังกฤษไว้ทำไม คำตอบคิอ ต้องมีครับ (Must have) เพราะในปัจจุบันนี้ทุกอย่างในชีวิตประจำวันเราคือ ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนและการ ทำงาน อันจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน

ในปัจจุบันนี้ การรู้ภาษาอังกฤษไม่ใช่เป็นเรื่องของความสามารถพิเศษแล้ว ลองจินตนาการการสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานของบริษัท เมื่อคุณตอบคำถามว่า คุณทราบภาษาอังกฤษ ผู้ที่สัมภาษณ์คุณไม่ได้มองว่าคุณมีความสามารถที่โดดเด่นไปจากคนอื่นเลย บางบริษัทที่มีชื่อเสียง ยังบังคับให้คุณไปสอบภาษาอังกฤษกับการสอบที่มาตรฐาน เช่น TOEIC, TOELF, IELS ตลอดจน CU-TEP, TU-GET แล้วนำคะแนนสอบที่ผ่านตามเกณฑ์มาร่วมพิจารณากับคุณสมบัติอื่นๆ ส่วนการสอบเข้าเรียนในระดับต่างๆ แทบไม่ต้องกล่าวถึง ต้องใช้คะแนนภาษาอังกฤษมาเป็นเกณฑ์ หรือ แทบจะเป็นตัววัดตัวสุดท้ายในการตัดสินในการเข้าศึกษา

ยิ่งกล่าวไปทำให้เครียด จนมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อภาษาอังกฤษ เราลองย้อนกลับมาพิจารณา แล้วจะทำอย่างไรให้เก่งภาษาอังกฤษ ผมคิดว่าคงไม่มีกฎเกณฑ์ใดตายตัว หากแต่จะเป็นเรื่องของการแนะนำส่วนตัว แต่ท้ายที่สุดต้องขึ้นกับผู้ที่ศึกษาเองว่ามี Passion แล้วทุ่มเทกับภาษาอังกฤษ แค่ไหน ดังนั้นผมขอแนะนำวิธีการเรียนรู้ที่สามารถนำเอาไปใช้ นะครับ

หากแยกประเภทการเรียนภาษาอังกฤษ ผมขอแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก คือ

1. ไวยากรณ์ (Grammar)
2. ศัพท์ (Vocabulary)
3. การอ่าน (Reading)
4. การเขียน (Writing)
5. การฟัง (Listening)
6. การพูด (Speaking)

 ไวยากรณ์ (Grammar)
ไวยากรณ์ หรือ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Grammar ถือว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนไทยเรามาเป็นเวลาหลายสิบปี การเรียนรู้ภาษาอังกฤษขึ้นต้นของผู้เรียน ก็เริ่มจากการเรียนไวยากรณ์ ซึ่งใช้เวลาเกือบสิบปี เรียนกันตั้งแต่เด็กไปถึงผู้ใหญ่ ก็ยังไม่จบ เลยทำให้มีคำถามตามมาว่า ทำไมต้องเรียน เรียนแล้วก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

จริงแล้วการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะทำให้ทราบถึงรูปแบบของภาษาในการเรียงถ้อยร้อยคำที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้ในการสื่อสารให้เข้าใจระหว่างกัน การเรียนไวยากรณ์ต้องใช้ความอดทนในการทำความเข้าใจและจดจำ กฎ และข้อยกเว้นต่างๆ (ซึ่งข้อยกเว้นต่างๆ มักจะนำไปออกข้อสอบ) อีกทั้งต้องคอยสังเกตรูปแบบ

การเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แทบจะไม่มีอะไรมาก นอกเสียจากลองไปหาหนังสือไวยากรณ์ดีๆ สักเล่ม ลองเลือกเล่มที่ไม่ต้องหนามาก เอาขนาดกลางๆ ก็พอ แล้วค่อยๆ ศึกษา ทบทวน กอปรนึกถึงตอนเคยได้รับการเรียนรู้มาแล้ว จากนั้นทำแบบฝึกหัด หากคุณไม่สามารถบังคับตัวคุณให้ทำอย่างนี้ได้ ลองเดินไปเรียนพิเศษ หรือติวหลักไวยากรณ์ เพื่อจะได้เรียนรู้หลักการจำ การทำความเข้าใจภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจจะทำให้คุณเข้าใจไวยกรณ์ภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อเรียนจบแล้ว คุณต้องกลับมาทบทวน ทำความเข้าใจเรื่อยๆ นะครับ มิฉะนั้นแล้ว ทุกอย่างจะกลับไปคืนผู้สอนหมด ทำให้คุณเสียเงินและยังเสียเวลา แล้วไม่ได้อะไรอีกด้วย


การฟังภาษาอังกฤษให้รู้เรื่องและพูดภาษาอังกฤษให้เก่ง
คำพูดที่ว่า "ทำอย่างไรให้ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง" หรือ "ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง” และ “ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้เก่ง” เป็นคำพูดที่คนส่วนใหญ่พูดกัน ทั้งๆที่เรียนภาษาอังกฤษกันมาแล้วหลายปี
ยิ่ง ไปกว่านั้น  หลายคนยังต้องเสาะหาที่เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมจากที่ต้องเรียนในโรงเรียน  และบางคนผ่านการเรียนภาษาอังกฤษจากสถาบันสอนภาษาอังกฤษมาแล้วหลายสถาบัน  แต่ก็ยังไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ซักที  บางคนสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้ดี เข้าใจดี หรือ บางคนทำคะแนนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้ดี  แต่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะอะไร
สาเหตุที่สำคัญคือ  การฟังภาษาอังกฤษให้เก่ง   กล่าวคือเราต้องพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ ก่อน และต้องฟังประโยคซ้ำๆ หลายๆรอบ จนขึ้นใจแล้วพูดตาม  ออกเสียงให้เหมือนที่สุด อาจไม่เข้าใจความหมาย  หรือคำแปล  ไม่เป็นไร ขอให้พูดภาษาอังกฤษออกมาให้ได้ก่อน
เมื่อเราพูดประโยคเหล่านั้นออกมาได้แล้ว   เราก็หลุดออกจากกับดักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้แล้ว  นั่นแปลว่าเราได้เข้าสู่วงจรของการที่จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างอัตโนมัติแล้ว  หลังจากนั้นจึงค่อยมาศึกษาคำแปลของประโยคเหล่านั้น  และเพิ่มประโยคภาษาอังกฤษให้มีสะสมในสมองมากขึ้น ลำดับต่อไปจึงฝึกพูดประโยคภาษาอังกฤษเหล่านั้นให้เร็วขึ้น  เราก็จะสามารถพูดภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติจากจิตใต้สำนึกโดยไม่ติดขัดอีกแล้ว
แล้วจึงมาฝึกหรือแก้ไขคำที่เรามักจะออกเสียงภาษาอังกฤษไม่ถูกต้อง ไม่ชัด  ให้พูดได้ชัดเจนขึ้น  ตรงนี้อาจต้องอาศัยครูสอนภาษาอังกฤษที่เป็นเจ้าของภาษา เช่นชาวอังกฤษ หรือชาวอเมริกันมาช่วยสอน  เพื่อให้เรียนได้เร็วและมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น
ถ้าทำเช่นนี้ได้บ่อยๆก็จะสามารถ ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง และพูดภาษาอังกฤษเก่ง



Conjunction

คำเชื่่อมประโยค......
and(และ) 
ใช้เชื่อมข้อความคล้อยตาม กันสอดคล้องกันหรือเป็นไปทำนองเดียวกัน เช่น
We eat with fork and a spoon.
Tina and Tom are playing football.
or (หรือ)
ใช้เชื่อมข้อความเพื่อเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น
Is your house big or small?
Would you like tea or coffee?
but (แต่) 
ใช้เชื่อมข้อความที่ขัดแย้งกัน เช่น
That house is beautiful but very expensive.
I can ride a bicycle but I can't ride a horse.
because(เพราะว่า) ใช้เชื่อมข้อความที่เป็นเหตุเป็นผลกันโดยbecauseจะนำหน้าประโยคที่เป็นสาเหตุ
I like my sister because she is pretty.
She can pass the exam because she studies hard.
so(ดังนั้น)
ใช้เชื่อมข้อความที่เป็นเหตุเป็นผลกันโดยsoจำนำหน้าประโยคที่เป็นผล
Cathy eats a lot so she is fat.
My sister is pretty so I like her.
though/although(แม้ว่า)
ใช้เชื่อมข้อความที่ขัดแย้งกัน
Although he ran very fast, he didn't win the first prize.
either....or(เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งใน2อย่าง)
ถ้านำมาเชื่อมประโยคในส่วนที่เป็นประธานจะ
ใช้คำกริยาตามประธานตัวหลัง เช่น
Either you or he is wrong. 
You can get either this pen or that pencil.
neither .......nor(ไม่ทั้ง2อย่าง)
ถ้านำมาเชื่อมประโยคในส่วนที่เป็นประธานจะ ใช้คำกริยาตามประธานตัวหลัง เช่น
Neither I nor she speaks English.


Conjunction ถือเป็น Grammarตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมากต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ว่ามันทำหน้่าที่เป็นเพียงแค่ไวยากรณ์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังจะช่วยให้เราสามารถพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนได้เป็นอย่างดี 
และแล้ว Grammarman ก็หยิบยกเอามาเขียนอีกจนได้ ดีมั๊ยคะ 
เมื่อพูดถึงตัวเชื่อมแ่น่นอนต้องนึกถึง 2 แบบ 
1. การเชื่อมความ คือ การเชื่อม ประโยค กับ ประโยค 
2. การเชื่อมคำ คือ การเชื่อม ประโยคหรือคำ กับ คำ 
มาพูดถึงการเชื่อมทั้ง 2 แบบกันเลย 
การเลือกตัวเชื่อมมีหลายวิธีด้วยกัน อาจเลือกจากความหมายของประโยค เชื่อมเพื่อลำดับเวลา และ อะไรพรรค์นั้น (มันหมายความว่าไงเนี่ย) 
ตัวเชื่่อมประโยคที่เน้นความหมายแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น 
- ประโยคบอกความคล้อยตามกัน หรือ เสริมความเพิ่มเติม จะใช้ 
and (และ) 
besides (นอกจาก) 
as well as (และ , เช่นเดียวกันกับ) 
furthermore (ยิ่งไปกว่านั้น) 
both ... and (ทั้ง ... และ) 
not only ... but also (ไม่เพียงแต่ ... แต่ยัง) 
in addition (และ) 
moreover (ยิ่งไปกว่านั้น) 



- ประโยคบอกความขัดแย้ง จะใช้ 
although / though , even though , even if (ถึงแม้ว่า) 
however (อย่างไรก็ตาม) 
but (แต่) 
still (ยังคง) 
yet (แต่กระนั้น) 
nonetheless , nevertheless (แต่กระนั้นก็ตาม) 
no matter what (ไม่ว่าอะไรก็ตาม) 
no matter how (ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม) 
- ประโยคที่ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ใช้ 
either...or (ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง) , neither...nor (ไม่ทั้งคู่) 
- ประโยคบอกเหตุ ใช้ 
because , as , since , for (เพราะว่า , เนื่องจาก) 
- ประโยคบอกผล ใช้ 
so , therefore , thus , hence , thereby , accordingly , consequently (ดังนั้น) 
- ประโยคบอกวัตถุประสงค์ ใช้ 
in order that , so that (เพื่อที่ว่า) 





พวกที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็นการเชื่อมความ คือ เชื่อมประโยคกับประโยค
มาดูการเชื่อม ประโยค กับ คำ หรือ กลุ่มคำ บ้าง 
- กลุ่มคำที่แสดงความขัดแย้ง ใช้ 
despite , in spite of (แม้ว่า) 
- กลุ่มคำที่ใช้บอกเหตุ ใช้ 
due to , owing to , as a result of , on account of , because of , thanks to (เพราะว่า , เนื่องจาก) 
- กลุ่มคำที่บอกตัวอย่าง ใช้ 
such as (เช่น) 
- กลุ่มคำที่ใช้บอกวัตถุประสงค์ ใช้ 
in order to , so as to (เพื่อที่จะ) 

ในตอนนี้แค่เกริ่นนำคร่าวๆ ก่อนนะคะ ในตอนหน้าเราจะมาเจาะลึกรายละเอียดกัน 
1. ตัวเชื่อมความ คือ ตัวเชื่อมที่เชื่อมระหว่าง ประโยค กับ ประโยค 
นี่จึงจะถือว่าเป็น Conjunction (ตัวเชื่อม) ของแท้ 
S + v + Conjunction + S + V ( ประโยค + ตัวเชื่อม + ประโยค) 
2. ตัวเชื่อมคำ คือ ตัวเชื่อมที่เชื่อมระหว่าง ประโยค กับ คำ หรือ คำ กับ คำ 
นี่เค้าเรียกว่า Preposition (บุพบท) นะตัว ต้องดูให้ดี 
S + V + Prep. + n./obj. / pro. / V.ing (ประโยค + บุพบท + คำนาม/กรรม/คำสรรพนาม/กิริยานาม) 



ตัวเชื่อมใช้เลือกใช้ตามความหมาย แบ่งเป็นกลุ่มๆ 
1. ตัวเชื่อมบอกความคล้อยตาม หรือ เสริมความเพิ่มเติมข้อมูล 
ม้กจะมีความหมายเหมือนคำว่า "and" แปลว่า "และ" เวลาใช้ต้องใช้หลักการคู่ขนาน (Parallelism)ด้วยทุกครั้ง คือ ถ้าหน้า and เป็น noun หลัง and ก็ต้องเป็น noun แน่นอน หรือ หน้า and เป็น adj. หลัง and ก็ต้องเป็น adj. 
ในกลุ่มนี้มี 
Besides (นอกจากนี้) 
Moreover (ยิ่งไปกว่านั้น) 
Furthermore (ยิ่งไปกว่านั้น) 
In addition (ยิ่งไปกว่านั้น) 
พวกนี้จะตามด้วยประโยค ( + S + V.) 
Not only ... but also (ไม่เพียงแต่ ... แต่ยัง ...) 
Both ... and ... (ทั้ง ... และ...) 
... and ... ( ... และ ...) 
... as well as ... ( ... และ ...) 
พวกนี้ใช้หลัก Parallelism 
ตัวอย่าง 
I don't want to go shopping;besides,I haven't got any money. 
ฉันไม่อยากไปช้อปเลย นอกจากนี้ฉันก็ยังไม่มีตังค์อีก 
เขียนได้อีกแบบนึง 
I don't want to go shopping. Besieds,I haven't got any money. 
Not only Mr.White but also Mr.Bean takes in charge of this job. 
ไม่เพียงแต่คุณไวท์เท่านั้นที่ควบคุมงานนี้แต่คุณบีนก็ด้วย 
Jenny works as a translator as well as a teacher. 
เจนนี่เธอเป็นทั้งนักแปลและครูด้วย 
หมายเหตุ 
Moreover , Furthermore , still ,yet , however และ nevertheless มีวิธีการเขียนอยู่ 2 แบบ เมื่อไปเจอการใช้ไม่เหมือนกันก็อย่าไปงงกับมัน 
S + V ; .......... , S + V 
S + V . .......... , S + V 

2. ประโยคบอกความขัดแย้ง กลุ่มนี้มีความหมายเหมือน "but" แปลว่า "แต่" 
While , Although , Though , Eventough , Even if , But 
Still, แต่กระนั้นก็ตาม 
Yet, แต่กระนั้นก็ตาม 
However, 
Nevertheless, 
Nonetheless, 
No matter what ไม่ว่าอะไรก็ตาม 
No matter how ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม 
+ S + V , S + V 
ตัวเชื่อมพวกนี้สามารถวางขึ้นต้นประโยคหรือกลางประโยคก็ได้ 



ตัวอย่าง 
Although he wore dirty clothes , he was a rich man. หรือ 
He was a rich man although he wore dirty clothes. 
ถึงแม้ว่าเขาจะสวมเสื้อผกสกปรกแต่เขาเป็นคนมีตังค์นะ 
He never listens no matter what I say. 
เขาไม่เคยรับฟังอะไรก็ตามที่ฉันพูดเลย 
แต่ถ้าหลังตัวเชื่อมเป็นกลุ่มคำเราต้องเปลี่ยนมาใช้ preposition ในกรณีที่ต้องการความขัดแย้งค่ะ 
S + V + despite / in spite of + N / V.ing 
เช่น Despite having just a little money , we enjoy our life. 
ถึงแม้จะมีตังค์เพียงน้อยนิด แต่พวกเราก็มีความสุขกันได้ 

3. ประโยคให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง 
Either ... or ....หรือ .... (ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง) 
Neither .... nor .... ไม่ทั้ง .... และ ....(ไม่ทั้งคู่) 
ตัวอย่าง 
You can ask either Nid or Nee to go with you. 
คุณจะขอให้นิดหรือไม่ก็นีไปกับคุณก็ได้ 
Neither my mom nor I like Somtum. 
ทั้งแม่และฉันต่างก็ไม่กินส้มตำ. 
ปัฉฉิมลิขิต อย่าลืมหลัก Paralellism นะคะ 

4. ประโยคบอกเหตุ ทั้งหมดแปลว่า "เพราะ , เนื่องจาก" 
S + V (ผล) + because,since,for + S + V (เหตุ). 
ตัวอย่าง 
We have to work harder because/as/since/for we need more money. 
พวกเราจำเป็นต้องทำงานหนักมากกว่าเดิมเพราะว่าอย่างได้เงินเยอะๆ 
เราสามารถย้ายตัวเชื่อมได้ เพราะมันสามารถวางขึ้นต้นประโยคหรือกลางประโยคก็ได้ 
แต่ต้องระวังให้ดีเวลาย้ายตัวเชื่อมนะคะ ต้องให้ตัวเชื่อมอยู่หน้าประโยคบอกเหตุเสมอ 
ย้ำ ตัวเชื่อมพวกนี้ต้องตามด้วยประโยคเสมอ เพราะเป็นตัวเชื่อมที่เชื่อมระหว่า ประโยค กับ ประโยค 
มาดูตัวเชื่อมที่ใช้เชื่อมระหว่างประโยคกับกลุ่มคำ กับบ้าง 
due to / owing to / because of / as a result of / on account of / thanks to + V.ing / Noun (สาเหตุ) 
ตัวอย่าง 
Owing to the bad weather,the match was cancelled. 
เนื่องจากสภาพอากาศที่แย่ การแข่งขันฟุตบอลจึงถูกยกเลิกไป 
Our flight was delayed on account of bad weather. 
เที่ยวบินพวกเราต้องถูกงดเพราะสภาพอากาศไม่เป็นใจ 
ตัวเชื่อมสามารถวางไว้ต้นประโยคได้ แต่ต้องมีกลุ่มคำหรือคำตามหลังเสมอ

5. ประโยคบอกผล แปลว่า "ดังนั้น" 
So / Therefore, / Thus, / Hence, / Thereby, / Accordingly, / Consequently, + S + V. (ผล) 
ตัวอย่าง 
The traffic was very heavy and as a result I arrived late. 
เป็นเพราะการจราจรติดขัด (เหตุ)ฉัน จึงมาสาย (ผล) 
Our new home is very nice ; therefore,we are very happy. 

6. ประโยคบอกวัตถุประสงค์ แปลว่า "เพื่อที่ว่า" 
S + V + in order that / so that + S + Modal verb (can,could) + V.inf 
ตัวอย่าง 
We get up early in order that we could catch the bus. 
พวกเราตื่นเช้าเพื่อที่ว่าพวกเราจะไ้ด้ทันรถประจำทาง 
She wore glassed so that nobody could recognize her. 
เธอสวมใส่แว่นเพื่อที่ว่าจะไม่มีใครจำเธอได้ 
หรือ อาจจะใช้เชื่อมกับกลุ่มคำ ก็ได้ 
S + V + in order to / so as to + V.inf 
ตัวอย่าง 
She travelled by train in order to / so as to avoid the traffic. 
เธอเดินทางโดยรถไฟเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจร (การจราจรอาจติดขัด)

การใช้ The


การใช้ THE นำหน้าคำนามอะไรได้บ้าง

ารใช้ The เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสร้างความสับสนให้กับผู้เรียนไม่น้อย เพราะเราได้เรียนรู้ไปว่า a นำหน้านามที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ an นำหน้านามที่ขึ้นต้นด้วยสระ แล้ว the จะนำหน้าอะไร ขอตอบว่า นำหน้าได้ทั้งคู่ที่กล่าวมานั่นแหละ รวมทั้งนามนับไม่ได้ก็ใช้ได้เช่นกัน
อ้าวแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรละว่าจะใช้ตอนไหน ตรงนี้ขอแนะนำว่า เวลาที่เราอ่านบทความให้เราสังเกตเอาเองว่าเขาใช้ The กันอย่างไร ในเบื้องต้นของการเรียนไวยากรณ์คือ เราทำตัวเป็นผู้อ่านแล้วคอยสังเกตเอาครับ และไม่ต้องพะวงกับไวยากรณ์จนเกินไป เพราะขนาดเราเป็นคนไทยแท้ๆ ก็ยังหลงๆ ลืมๆ กับภาษาของเราเหมือนกัน ค่อยๆเป็นไปแล้วกัน
การใช้ The ค่อนข้างมีกฎกติกาเยอะเสียเหลือเกิน แต่ประเด็นหลักๆ ที่จะให้จดจำก็มีแค่ไม่กี่ข้อหรอกครับ
กฎการใช้ The นำหน้านามให้จำให้ได้ข้อเดียวก่อน คือ
  • นำหน้านามที่รู้กันระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง (คนอื่นไม่รู้ด้วยไม่เป็นไร)
คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนะครับ มาดูตัวอย่างกันเลย
หมาอยู่ไหนลูก
Where is the dog, honey?
แม่กับลูกคุยกันสองคน และรู้กันดีว่า หมาตัวไหน (หมาของเราไง)
แต่ถ้าคุณแม่พูดว่า Where is a dog? หมาอยู่ไหนน้อ (แม่ลูกกางแ่ผ่นภาพสัตว์โลกน่ารักแล้วให้ลูกชี้ภาพหมา)
ปิดประตูด้วยโจ
Close the door, Jo.
พานายโจมาเล่นบ้านเรา และรู้ว่าประตูบานไหน (บานที่นายเข้ามานั่นแหละ)
แต่ถ้าพูดว่า Close a door, Jo. (มีประตูหลายบาน นายจะปิดบานไหนก็ได้หนึ่งบาน และไม่เคยเห็นใครพูดหรอกแบบนี้)
The coffee is very hot. Don’t touch it.
กาแฟร้อนมากเลย อย่าจับมันนะ (กาแฟไหน ก็กาแฟที่วางอยู่หน้าคุณนั่นแหละ ไม่ได้หมายความถึงกาแฟที่ไหนเลย)
ส่วนคำนามอื่นๆที่ใช้ The ได้แก่ (เอาเฉพาะสำคัญนะครับ)
  • นามที่ระบุเจาะจงลงไป ว่าเป็นอย่างไร มาจากไหน อยู่ที่ไหน สังเกตเอาครับว่าจะมีคำขยายเข้ามา ส่วนใหญ่เป็นคำบุรพบทครับ เช่น
The tea in this pot is cold. ชาในหม้อนี้เย็นแล้ว (เฉพาะที่อยู่ในหม้อนี้เท่านั้น)
Don’t eat the fish in this bowl. It’s mine. อย่ากินปลาในชามใบนี้ มันเป็นของฉัน (ฉันหวงเฉพาะปลาในถ้วยใบนี้)
The water from that company is very dirty. น้ำจากบริษัทนั้น สกปรกมาก(เฉพาะจากบริษัทนั้น)
  • The นำหน้านามที่มีพียงอันเดียวในโลก ทั้งนี้หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้นก็ได้ เช่น
The sun  พระอาทิตย์
The moon พระัจันทร์
The world โลก
The Earth ดาวโลก (รวมถึงดาวเคราะห์ดวงอื่นด้วย มีอะไรบ้างหาเอาเอง)

*ธรรมชาติที่เป็นน้ำ (ลำคลอง แม่น้ำ อ่าว ทะเล มหาสมุทร)
The Champlain Canal คลองแชมเพลน
The Chao Phraya River แม่น้ำเจ้าพระยา
The Persian Gulf  อ่าวเปอร์เซีย
The South China Sea ทะเลจีนใต้
The Pacific Ocean มหาสมุทรแปซิฟิก
*ธรรมชาติที่เป็นดิน หรืออยู่บนดิน (ทะเลทราย ป่าไม้ เทือกเขา หมู่เกาะ)
The Sahara Dessert ทะิเลทรายซาฮาร่า
The Amazon Forest ป่าอะเมซอน
The Rockies     เทือกเขาร็อกกี้
The Bahamas หมู่เกาะบาฮามาส
*ยกเว้น ภูเขา และเกาะที่มีเพียงหนึ่งเดียว
Mount Fuji เขาฟูจิ
Samui Island เกาะสมุย
*สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (เช่น ตึก อาคาร สะพาน และสิ่งก่อสร้างทั่วไป )
The White House ทำเนียบขาว
The Golden Gate Bridge สะพานโกลเดนเกต
The Eiffel หอไอเฟล
The Great Wall of China กำแพงเมืองจีน
The pyramids at Giza ปีรามิดแห่งเมืองกีซ่า
The Taj Mahal ทัชมาฮาล
  • The นำหน้าสถานที่สำคัญๆ ในเมือง เช่น ตลาด ธนาคาร โรงพยาบาล สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีขนส่งผู้โดยสาร 
    โรงหนัง โรงละคร สถานีตำรวจ ที่ทำการไปรษณีย์ เป็นต้น มีอะไรอีกบ้างค่อยสังเกตเอา
the market
the bank
the hospital
the airport
the  railway station
the bus station
the theater
the police station
the post office
Jo, where’s Jenny?
She’s gone to the bank.
  • The นำหน้า ชื่อบริษัท องค์กร ห้างร้านต่างๆ
The Coca-Cola Company บริษัทโคคา โคล่า
The United Nations องค์การสหประชาชาติ
*ยกเว้นชื่อโรงเรียน วัด โรงเีรียน มหาวิทยาลัย
Benchama Maharaj School โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช
Wat Arun วัดอรุณ
Chiang Mai University มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • The นำหน้าคำคุณศัพท์ขั้นสูงสุด
The greatest man ชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด
The smallest cat แมวตัวที่เล็กที่สุด
The richest woman หญิงที่รวยที่สุด
  • The นำหน้าลำดับที่
The first boy เด็กชายคนที่หนึ่ง
The second year ปีที่สอง
The third car รถยนต์คันที่สาม
……………….
  • The นำหน้าคำนามที่กล่าวซ้ำครั้งที่สองเป็นต้นไป
I saw a man and a woman at the market yesterday. The man was tall but the woman was short. ฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ตลาดเมื่อวานนี้ ผู้ชายตัวสูง ส่วนผู้หญิงตัวเตี้ย
ยังไม่หมดนะครับ แต่เบื้องต้นเอาแค่นี้ก็เก่งแล้ว ที่เหลือค่อยๆสังเกตเอาเวลาอ่านหนังสือแล้วกันนะครับ


Adjectives

Adjectives ( articles -a/an )
 
 Articles เป็นคำคุณศัพท์อย่างหนึ่ง   การเรียน Articles ต้องทำความเข้าใจควบคู่ไปกับเรื่องนามนับได้ ( Countable Nouns ) และนามนับไม่ได้ ( Uncountable Nouns ) ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างสับสนสำหรับผู้เรียนซึ่งที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ( Non-native speakers of English ) หรือเรียนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาต่างประเทศ ( English as a Foreign Language )  เนื่องจากเป็นเรื่องที่มักจะตัดสินใจยากว่าอะไรเป็นนามนับได้ และอะไรเป็นนามนับไม่ได้  บางครั้งคำเดียวกันสามารถเป็นได้ทั้งสองอย่าง เป็นเรื่องที่มีกฎเกณฑ์มาก และขณะเดียวกัน ก็มีข้อยกเว้นมากเช่นกัน ต้องอาศัยความจำและประสบการณ์ ในการใช้ภาษา เป็นเวลานานจึงจะสามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง
หลักการใช้ article นำหน้านาม คือ
เมื่อกล่าวเป็นการทั่วไปนามนับได้เอกพจน์ จะต้องมี a หรือ an นำหน้าเสมอ
 นามพหูพจน์และนามนับไม่ได้ ไม่ต้องมี article ใดๆ
เมื่อกล่าวเป็นการชี้เฉพาะจะต้องใช้ the นำหน้าเสมอไม่ว่าจะเป็นนามเอกพจน์หรือพหูพจน์ เป็นนามนับได้หรือไม่ได้
Articles แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ
  • Indefinite Article ได้แก่   และ an ใช้นำหน้านามนับได้ ( Countable Nouns ) เอกพจน์ทั่วๆไป ( Singular )
  • Definite Article ได้แก่  the  ซึ่งใช้นำหน้าคำนามนับได้ ( Countable Nouns ) และนามนับไม่ได้ ( Uncountable Nouns ) ทั้งรูปเอกพจน์ Singular ) และพหูพจน์ ( Plural ) เพื่อให้นามนั้นมีความหมายเฉพาะเจาะจง
การใช้ Indefinite Article : a, an
1. ใช้ a นำหน้าคำนามนับได้ เอกพจน์ ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะและมีความหมายทั่วไปในความหมาย หนึ่ง โดยไม่ต้องการเน้นจำนวน เช่น   a woman, a dog, a dentist, a newspaper, a city , a book , a shop  เช่น
He is reading a newspaper.  เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์
2. ใช้ an นำหน้าคำนามนับได้ เอกพจน์ขึ้นต้นด้วยสระ และมีความหมายทั่วไป เช่น an orange, an umbrella, an hour, an article
It's raining.You will need an umbrella .ฝนกำลังตก คุณจะต้องมีร่มกันฝน.
หมายเหตุ
  • ถ้าคำนามนับได้ เอกพจน์ นั้นขึ้นต้นด้วยสระ   แต่ว่าออกเสียงเป็นพยัญชนะ ให้ใช้ a   เช่น a uniform, a university, a European, a eucalyptus ( ต้นยูคาลิบตัส ), a utensil, a union, a useful, a unit
  • ถ้าคำนามนับได้ เอกพจน์ นั้นมีคุณศัพท์นำหน้าขยาย   ให้ดูดังนี้
       -หากคำคุณศัพท์นั้นขึ้นต้นด้วยเสียงพยัญชนะก็ให้ใช้ a  เช่น  a sweet orange, a big umbrella
       -หากขึ้นต้นด้วย เสียงสระให้ใช้ an เช่น   an old city, an ugly woman  เป็นต้น
  • ถ้าคำนามนั้นขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แต่ออกเสียงเป็นสระ   หรือมี adjective ที่ขึ้นต้นด้วยสระมาขยายข้างหน้านามนั้นให้ใช้ an เช่น
       -ออกเสียงเป็นสระ เช่น an hour, an heir, an honor
       -มีคุณศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ เช่น an important person
3. ใช้ a, an นำหน้านามเอกพจน์ เมื่อกล่าวถึงคำนามนั้นเป็นครั้งแรก เช่น
There is a shop on the corner.   มีร้านอยู่ 1 ร้านที่หัวมุม ( ใช้ a เพราะเป็นการพูดถึงครั้งแรก )
4. ใช้ a, an แทนพวก กลุ่ม หมู่เหล่า เช่น
A cow is an animal. วัวเป็นสัตว์ขนิดหนึ่ง
= Cows are animals.วัวเป็นสัตว์
An owl can see in the dark. นกเค้าแมวมองเห็นได้ในความมืด
5. ใช้ a, an ในการบอกอัตราต่อ 1 หน่วย ( per ) เช่น
She runs three miles a day. เธอวิ่งวันละ 10 ไมล์ ( เป็นกิจวัตร )
I go to the cinema about once month. ฉันไปดูภาพยนต์ประมาณเดือนละครั้ง
6. ใช้ a, an หน้าชื่อเฉพาะของผู้มีชื่อเสียงที่รู้จักทั่วไป เพราะมีคุณสมบัติ ความสามารถ หรืออุปนิสัยเหมือนผู้ที่ต้องการเปรียบเทียบ
He is an Einstein. เขาเป็นคนฉลาดเหมือนไอน์สไตน์
He is a Soontorn Poo of our school.  เขาเป็นคนที่แต่งกลอนเก่ง ( เหมือนสุนทรภู่) ของโรงเรียนเรา
     หมายเหตุ แต่ถ้าใช้ the แทน a หมายความว่าคนเช่นนั้นมีคนเดียว
He is the Soontorn Poo of our school.  เขาเป็นคนที่แต่งกลอนเก่งของโรงเรียนเรา ( เพียงคนเดียว)
He is the Khun Phaen of our family.  เขาเป็นคนเจ้าชู้( เหมือนขุนแผน)คนเดียวในครอบครัวเรา
7. ใช้ a, an นำหน้าคำนามที่เป็นสำนวนในประโยคอุทาน เช่น
What a pity !น่าสงสารจัง
What a shame ! น่าอายจัง !
8. ใช้ a, an นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่กล่าวถึงการเป็นสมาชิกของกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มอาชีพ เชื้อชาติ ศาสนา
My father is a teacher.  อาชีพ
Robert is an American.  เชื้อชาติ
John is a Catholic.   ศาสนา
9. ใช้ a, an แทนจำนวน หนึ่งหน้าคำนามที่เป็นสำนวนเกี่ยวกับการนับจำนวนหรือแสดงจำนวนมาก
a dozen of eggs.ไข่จำนวน 1 โหล
a gross of pensปากกาจำนวน 12 โหล
a lot of peopleประชาชนจำนวนมาก
a number of friendsเพื่อนจำนวนมาก
10. ใช้ a, an นำหน้านามที่เป็นสำนวนเกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วย  โครงสร้างคือ have + a+ อาการเจ็บป่วย
have a headache ( ปวดหัว )have a pain in the chest ( เจ็บหน้าอก )
have a stomachache ( ปวดท้อง )have a cold ( เป็นหวัด )
have a toothache ( ไม่มี a ก็ได้ ) ( ปวดฟัน )have a fever ( เป็นไข้ )
ยกเว้นถ้าเป็นชื่อโรค ไม่ใช้ a, an เช่น
rheumatism( โรคปวดข้อ )diabetes ( เบาหวาน )
influenza (ไข้หวัดใหญ )่cancer ( มะเร็ง )
เช่น
He had an itch in the middle of his back .เขามีอาการคันที่กลางหลัง
He had a pain in the neck.  เขามีอาการปวดคอ
She is suffering from rheumatism.  เธอกำลังทุกข์ทรมานด้วยโรคปวดข้อ
11. ใช้ a,an ในสำนวนที่มีคำต่อไปนี้นำหน้าคือ    such, quite, rather, many
We didn't expect such a hot day.  เราไม่ได้คาดว่ามันจะเป็นวันที่อากาศร้อนเช่นนี้
He is quite a good boy. เขาเป็นเด็กดีทีดียว
It was rather a short trip. มันเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างสั้น
Many a place in Thailand impressed them. สถานที่หลายแห่งในประเทศไทยประทับใจพวกเขามาก
12. ใช้ a, an หลังโครงสร้างต่อไปนี้
so + adjective+a + นามนับได้ เอกพจน์ ( such a+ นาม ) เช่น
      We didn't expect so great a crowd.  .เราไม่คาดคิดว่าจะมีคนมากมายอย่างนี้

too + adjective + a + นามนับได้ เอกพจน์
      This is too hard a job for him.  นี่เป็นงานหนักเกินไปสำหรับเขา

however + adjective + a + นามนับได้เอกพจน
      
However nice a girl she is, he never like her. ไม่ว่าเธอจะเป็นคนน่ารักอย่างเขาก็ไม่ชอบเธอ

as + adjective + a + นามนับได้ เอกพจน์+ as
      
She is as good a student as you are.เธอเป็นนักเรียนที่ดีเช่นเดียวกับคุณ
13. สำนวนในภาษาอังกฤษที่ใช้ a,an
all of a suddenทันใดนั้นin a hurry/rushอย่างเร่งรีบ
as a matter of factอันที่จริงแล้วin a good/bad moodอารมณ์ดี/เสีย
as a ruleตามปกติ โดยทั่วไปkeep an eye onเฝ้าดู
do a favorช่วยเหลือmake a decisionตัดสินใจ
earn a livingหาเลี้ยงชีพmake a livingหาเลี้ยงชีพ
give an ideaให้ความคิดmake a mistakeทำผิด
go for a walkเดินเล่นmake noiseทำเสียงดัง
go for rideนั่งรถเล่นmake a speechกล่าวสุนทรพจน์
have a good timeสนุกสนานmake a wishอธิษฐาน
have a hair cutตัดผมmake a fool ofทำให้ขายหน้า
it's a shameน่าขายหน้าmake a requestขอร้อง
it's a pity thatน่าเสียดาย,น่าสงสารtell a lie, tell liesโกหก
take a tripเดินทางtake look atมอง ดู
take a pictureถ่ายรูปkeep secretเก็บเป็นความลับ
take a seatนั่งin position toอยู่ในฐานะที่จะ
with a view toเพื่อจะทำให้on large scaleอย่างมาก
on an/the averageโดยเฉลี่ยmake a remarkให้ข้อสังเกต
couple ofสองสามplay a joke onล้อเล่น
การใช้ a/an และ one
ที่ผ่านมาเป็นการใช้ a/an กับนามนับได้ในความหมายของสิ่งเดียว ( singular ) บางครั้งที่เราต้องการเน้นตัวเลข สามารถใช้ one กับนามนับได้เอกพจน์ เช่น
We'll be in Australia for one ( or a ) year. เราจะอยู่ในออสเตรเลีย 1 ปี
She scored one ( or a ) hundred and eighty points.  เธอได้คะแนน 168 คะแนน
จะใช้ one เท่านั้นเมื่อ
  • ต้องการที่จะเน้นว่าสิ่งที่กล่าวถึง มี/เป็น เพียง 1 ไม่ใช่ 2,3,4...... เช่น
    Do you want one sandwich or two? คุณต้องการแซนด์วิช 1 หรือ 2 อัน
    Are you staying just one night ? คุณจะพักค้างคืนวันเดียวหรือ
  • ใช้ one ในรูปแบบ one ...other / another เช่น
    Close one eye, and then the other. ปิดตาข้างหนึ่งก่อนแล้วจึงปิดอีกข้าง
    Bees carry pollen from one plant to another. ผึ้งนำเกสรดอกไม้จากต้นหนึ่งไปอีกต้น



วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

เมืองแตงโม


นิทานเรื่อง : เมืองแตงโม

ภาพและเรื่องโดย : นางสาวสุภลักษณ์     จันทร์เทพ
จำนวน : 12 หน้า
เรื่องย่อ : เมื่อรู้ว่าแตงโมที่มีอยู่ในสวนถูกขโมยไป  เจ้าชายจะทำอย่างไร.......


1

2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.
11.
12.


สามารถดาวน์โหลดไฟล์ pdf. ได้ที่นี้